ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานท้าวเวสสุวรรณ(เวสสุวัณ) เทพเจ้าแห่งยักษาราชาแห่งภูติผี  (อ่าน 3292 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ admin

  • ผู้บริหารเว็บไซต์
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 68
    • ดูรายละเอียด
    • บทความสาระความรู้ อัปเด็ทข่าวสารได้ที่ : www.maharniyom.com

ตำนานท้าวเวสสุวรรณ(หรือท้าวเวสสุวัณ)

ตามตำนานของฮินดู
   ท้าวเวสสุวัณ เป็นบุตรพระวิศระวัสมุนี กับนางอิฑาวิฑา  และเพราะว่ามีร่างกายที่งดงามจึงมีนามว่า “กุเวร” ซึ่งแปลว่า ตัวขี้ริ้ว
   กุเวร หรือท้าวเวสสุวัณนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นยักษ์ที่มีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว  แต่ก็เป็นยักษ์ฝ่ายธรรมะ ดำรงตนอยู่ในศีลในธรรมเพียรบำเพ็ญตบะอยู่หลายพันปี จนได้รับพระพรจากท้าวมหาพรหมให้เป็น “พระธนะบดี”  คือเจ้าแห่งทรัพย์ทั้งปวงและเป็นราชาแห่งยักษ์ทั้งหลาย
   พระวิศระวัสมุนี เป็นบิดาให้ท้าวเวสสุวัณไปอยู่นครลงกา  ซึ่งพระวิศวกรรมสร้างให้เป็นที่อยู่เพราะเกรงกลัวฤทธิ์เดชของพระนารายณ์  นครลงกาขณะนั้นจึงรกร้างว่างเปล่าลงท้าวเวสสุวัณจึงได้ปกครองนครลงกาสืบมา  ต่อมา ท้าวสุมาลีซึ่งเป็นยักษ์ตนหนึ่งหนีพระนารายณ์ไปอยู่ใต้บาดาลคิดอุบายจะเอานครลงกาคืน  จึงวางแผนนำธิดาชื่อนิกษาไปถวายให้เป็นภรรยาพระวิศวะวัสมุนี แล้วได้เกิดบุตรร่วมกัน 4 ตน คือ 1. ท้าวราพณาสูร (ทศกัณฑ์)  2. กุมภกรรณ  3. วิภิษณ์ (พิเภษณ์)  4. นางศูรปนขา
   ด้วยเหตุนี้ท้าวเวสสุวัณจึงมีศักดิ์เป็นพี่ของทศกัณฑ์  เพราะว่าเป็นลูกร่วมบิดาเดียวกัน แต่ต่างมารดากัน  ต่อมา นางนิกษาเห็นความสง่าของท้าวเวสสุวัณเวลาขึ้นบุษบก  ที่ได้รับการประทานจากท้าวมหาพรหม  ลอยไปบนอากาศเพื่อเข้าเฝ้าพระบิดาด้วยความสง่างาม  นางยักษ์จึงมีความอิจฉาริษยาตามแบบฉบับของแม่เลี้ยงทั่วไปที่ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดีเกินลูกของตัว  เลยยุยงให้ทศกัณฑ์ตั้งใจบำเพ็ญตบะอยู่หลายพันปี  จนได้รับการเมตตาจากท้าวมหาพรหมประทานพรให้เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งหลาย  แล้วจึงยกทัพไปแย่งนครลงกา  และบุษบกได้จากท้าวเวสสุวัณ ผู้เป็นพี่ชายพ่อเดียวกันแท้ ๆ
   แต่ท้าวเวสสุวัณถึงแม้จะเป็นยักษ์ก็เป็นยักษ์ฝ่ายธรรมะ และรักสันติไม่ต้องการก่อให้เกิดศึกสายเลือด  จึงทิ้งนครลงกาและบุษบกให้ทศกัณฑ์แล้วพาบริวารหนีออกจากนครลงกาไปหาที่อยู่ใหม่  ท่านท้าวมหาพรหม เห็นความดีของท้าวเวสสุวัณ  จึงให้พรเป็น อมตะ ไม่มีการตายและเป็นโลกบาล ประจำทิศอุดร (ทิศเหนือ)  เป็นเจ้าแห่งทรัพย์  ปกครองสวรรค์ชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นดินแดนน่าอยู่ เพราะมีรมณียสถานอันสำราญปราศจากความทุกข์โศกโรคภัยและความเหนื่อยยาก ปราศจากความวิตก ความหิว และความกลัวต่าง ๆ ทั้งยังมีอายุยืนถึงหมื่นปี มีสวนสวรรค์ชื่อ เจตระรถ บรรดาต้นไม้ประดับในสวนล้วนรโหฐาน  มีใบเป็นผ้าเนื้อดี มีดอกเป็นอัญมณีล้ำค่า  และมีผลเป็นนางกินรีงดงาม  พระวิศวกรรมเป็นผู้สร้างมหาปราสาทให้อยู่อย่างโอฬารและวิจิตตระการตา  มีกินนรและนางกินรีเป็นนางบำเรอ…


ท้าวมหาราชวัดท่าซุง ต.น้ำซึม จ.อุทัยธานี

   สวรรค์ชั้นที่ 1 นี้เรียกว่า สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา  ตั้งอยู่ ณ เขาพระสุเมรุกลางจักรวาล  โดยมียอดเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นที่ 2 พระอินทร์เป็นผู้ปกครอง (สวรรค์มี 6 ชั้น)  สาเหตุที่เรียกสวรรค์ชั้นที่ 1 นี้ว่า จาตุมหาราชิกา  ก็เพราะว่ามีจตุมหาราชเป็นผู้ปกครอง 4 องค์ดังที่เราเรียกว่า “จตุโลกบาล”  คือมีหน้าที่รักษาโลกมนุษย์ใน 4 ทิศ ได้แก่

1.ทิศตะวันออก  รักษาโดยท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์  ซึ่งคนธรรพ์นี้เป็นลูกครึ่งคนกับเทวดา  เป็นผู้รักษาต้นโสมจึงมีความชำนาญการปรุงยา  และเป็นนักษัตรคือมีความรอบรู้การดูดวงดาว  เชี่ยวชาญดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นชาวสวรรค์ที่ชำนาญการขับร้องและเล่นดนตรี ดีด สี ตี เป่า จึงมีหน้าที่เป็นพระภูมิรักษาห้องบ่าวสาวอีกด้วย

2.ทิศใต้  รักษาโดยท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์  ซึ่งความจริงท้าววิรุฬหกนี้เป็นจอมเทวดาองค์หนึ่ง มีนามว่า “พระพิรุฬห์” เป็นเจ้าแห่งน้ำทั้งปวง  เป็นเทวราชที่มีฤทธิ์ยิ่งกว่าเทพเจ้าองค์อื่น ๆ จึงเป็นผู้สร้างและบำรุงเทวโลกและมนุษย์โลก  มีอำนาจและรอบรู้ในสิ่งทั้งปวงเพราะเป็นผู้ส่งเทวทูตไปทั่วทุกสารทิศเพื่อจดจำการกระทำของเทวดา  มนุษย์และอสูรทั้งปวง  ท่านเป็นผู้ที่เกลียดชังการกล่าวเท็จ และมีผู้ผิดสัญญาจึงมักจะลงโทษให้เจ็บป่วยไข้ หรือนำวรุณบาศคล้องคอไปลงทัณฑ์  แต่พระองค์เป็นผู้มีเมตตาถ้าผู้ใดสำนึกผิดก็จะผ่อนปรนให้  และผู้ใดประพฤติดีอยู่ในทำนองคลองธรรมท่านก็จะอำนวยความสุขสวัสดี  ช่วยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายได้ในบางคราว

3.ทิศตะวันตก  รักษาโดยท้าววิรูปักษ์ จอมนาค คือมีบริวารเป็นมนุษย์ผสมนาคมีหน้าที่รักษา สมณะชีพราหมณ์และมนุษย์ผู้รักษาศีลภาวนาทั่วไป  ซึ่งนาคนั้นมีความสำคัญไม่น้อย  เคยขดตัวทำเป็นบัลลังก์ให้พระวิษณุบรรทมอยู่ในเกษียรสมุทร  เคยให้เป็นเชือกผูกเรือไว้กับกระโดงปลาใหญ่  ซึ่งพระนารายณ์อวตารเมื่อคราวน้ำท่วมโลก และเป็นเชือกพันกับภูเขาในการทำน้ำอมฤต  ทั้งพระยานาคยังเป็นสร้อยสังวาลของพระอิศวรอีกด้วย ฯลฯ  นี่ว่ากันตามคัมภีร์รามายณะของพราหมณ์
ส่วนในสมัย พระสมณโคดมบรมพุทธเจ้าของเราก็มีนาค มาเกี่ยวข้องหลายคราว เช่น เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นจิก  ก็มีพญานาคราชชื่อ “มุจลินท์” มาขดตัวเป็นฐานแล้วแสดงอิทธิฤทธิ์แผ่พังพานบังแดดบังฝนซึ่งก่อให้เกิด  พระพุทธรูปปางนาคปรกขึ้น ดังนี้เป็นต้น

4.ทิศเหนือ  รักษาโดยท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวัณ จอมยักษ์  ผู้เป็นเจ้าแห่งยักษ์ กุมภัณฑ์ รากษส แทตย์ ทานพ เปรต อสูร อสุรกาย อมนุษย์ ตลอดทั้งเป็นนายของบรรดาภูตผี ปีศาจทั้งปวง


ยันต์ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวัณมี คทา หรือกระบองเป็นอาวุธ ซึ่งมีฤทธิ์เดชเป็นที่เกรงกลัวของบรรดายักษ์ อมนุษย์ และภูติผียิ่งนัก  พระโบราณจารย์ ผู้เรืองวิชาจึงนิยมนำพระคาถามาจารึกในมีดหมอ  ไม้เท้าครู  หรือใช้เสกหวาย  เสกก้านมะยม เสกโพล เสกว่าน เสกทราย เสกข้าวสาร เสกด้ายมงคลลงลูกประคำ  หรือทำน้ำมนต์สำหรับเฆี่ยนขับผีดียิ่งนัก เรียกว่า พระคาถาอาวุธ 5 ประการ ดังนี้คือ
1.   อาวุธพระอินทร์ ได้แก่ สายฟ้า
2.   อาวุธพระยม ได้แก่ ตา
3.   อาวุธท้าววิรุฬหก (หรืออาฬะวะ จอมกุมภัณฑ์) ได้แก่ ผ้าโพกศีรษะ คือวรุณบาศนั่นเอง
4.   อาวุธท้าวเวสสุวัณ ได้แก่ คทา
5.   อาวุธพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระธรรมจักร ซึ่งมีมากมายถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ด้วยกัน
พระคาถาอาวุธ 5 ประการนี้ เป็นวิทยาคมทางด้านการขับภูตผีปีศาจ ดังจะกล่าวดังต่อไปนี้

พระคาถาอาวุธ 5 ประการ
“สักกัสสะ  วะชิราวุธัง  ยมมัสสะ  นัยยะสาวุธัง  อาฬะวะกัสสะ  ทุสาวุธัง  เวสสุวัณณัสสะ  คะทาวุธัง  พุทธัสสะ  ธัมมะจักกะวุธัง  อะระหัง  พุทโธ  นะโมพุทธายะ”

นอกจากนี้ในพระปริตรหรือพระสูตรอันสำคัญต่าง ๆ ในเจ็ดตำนานหรือสิบสองตำนาน  เช่น อาฎานาฎิยะปริตร  หรือมหาสมัยสูตร และภาณยักษ์  ก็ได้กล่าวยกย่องอิทธิฤทธิ์ของท้าวเวสสุวัณเป็นอันมาก  สูตรการลงยันต์ตรีนิสิงเห นั้นหมายถึง  พระพุทธเจ้าพระธัมมะเจ้าพระอริยเจ้า  และหัวใจพระคาถาต่าง ๆ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์สูง  โดยท้าวเวสสุวัณได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งที่บรรจุอยู่ในยันต์ตรีนิสิงเห คือ เลข 1 ซึ่งมีสูตรเรียกและลงว่า “มิเอกะยักขา” (มิ คือยอดศีล เอกะ คือเลขหนึ่งและยักขาก็คือท้าวเวสสุวัณนั่นเอง)
ท้าวเวสสุวัณ นอกจากจะเป็นจตุโลกบาลเจ้าแห่งยักษ์แล้ว  ยังเป็นธนะบดี คือเจ้าแห่งทรัพย์สินเงินทองทั้งหลายทั่วพื้นปฐพี  อันเป็นสุดปรารถนาของมนุษย์ทุกคน ท่านท้าวเวสสุวัณจึงได้รับการเคารพสักการะอย่างสูง  เพราะไม่ใช่แต่จะดีทางด้านป้องกันภูตผีเท่านั้น ยังให้ผลทางด้านโภคทรัพย์สูงแก่ผู้บูชาอีกด้วย
ในทางพระพุทธศาสนาของไทยเรานั้น  รู้จักท้าวเวสสุวัณมากันตั้งแต่โบราณ  ที่เห็นกันมากที่สุดนั้น ได้แก่ภาพเขียนสีน้ำมันตามพระอุโบสถหรือพระวิหาร  นัยว่าเพื่อให้ท่านเป็นผู้คุ้มครองรักษาพระพุทธรูปในพระอุโบสถ อันถือเป็นรูปจำลององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  อมนุษย์ทั้งหลายจะรุกล้ำเข้าไปในบริเวณพระอุโบสถหรือพระวิหารไม่ได้  แม้กระทั่งซุ้มเรือนแก้วประดับองค์พระพุทธชินราช  จังหวัดพิษณุโลก ที่คนไทยภาคภูมิใจในพุทธศิลป์อันงดงามที่สุด  ผู้สร้างยังได้จำลองรูปท้าวเวสสุวัณนั่งถือกระบองและด้านตรงข้ามเป็นรูปอาฬวกะยักษ์นั่งซ้ายขวารักษาองค์พระพุทธชินราชอีกด้วย
ในชีวิตความเป็นอยู่ตั้งแต่ครั้งโบราณมาจนกระทั่งทุกวันนี้  เราก็ยังเห็นการเคารพบูชาท้าวเวสสุวัณกันทั่วไปตามชนบท แม้กระทั่งในเมืองเองก็ตาม  เมื่อมีความเคารพนับถือเกิดขึ้นย่อมมีการจำลองรูปท้าวเวสสุวัณ เพื่อเป็นเครื่องบูชา  บรรดาท่านโบราณาจารย์จึงได้ประดิษฐ์คิดค้นรูปแบบของท้าวเวสสุวัณขึ้น  บางท่านอาจจะสร้างด้วยเนื้อผงบ้าง  เนื้อชินบ้าง แกะสลักจากไม้บ้าง  เป็นรูปปั๊มโลหะ หรือแม้กระทั่งทำเป็นเครื่องลางของขลัง เช่น มีดหมอ ผ้ายันต์ เป็นต้น  แล้วลงอักขระเลขยันต์ปลุกเสกจนมีความเข้มขลัง


รูปจำลองท้าวเวสสุวัณที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการพระเครื่องนั้น  เห็นจะได้แก่  สำนักวัดสุทัศน์ เป็นลักษณะรูปหล่อจำลองท้าวเวสสุวัณสร้างโดย พระมงคลราชมุนีหรือพระศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์  ยติธโร) อันเป็นสมณศักดิ์เดิมของท่านก่อนได้รับเลื่อนเป็น “พระมงคลราชมุนี” ผู้สืบทอดการสร้างพระกริ่งจากสมเด็จพระสังฆราช (แพ)  การสร้างรูปหล่อท้าวเวสสุวัณ มีมูลเหตุมาจากเมื่อครั้งที่ พระมงคลราชมุนีไปดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถวัดศรีจอมทอง (วัดตีนโนน) อ. พระพุทธบาท  จ. สระบุรี  ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้านเกิดของท่าน ประมาณปี พ.ศ. 2490  ในสมัยนั้น ยังมีความเชื่อในเรื่องภูติผีปีศาจอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องผีปอบมาสิงร่างคน  กินตับไตไส้พุงจนคนที่ถูกสิงนั้นตายลงไป จะว่าไปแล้วบ้านเมืองในสมัยนั้นโดยเฉพาะชนบทที่ห่างไกล  ยังคงด้อยความเจริญอยู่มาก การคมนาคมยังไปไม่ถึงเหมือนเช่นปัจจุบันนี้แต่สระบุรีก็เป็นป่าลึก  ชุมนุมไปด้วยไข้ป่าทำให้ผู้คนต้องล้มตายลงไปปีละไม่ใช่น้อย  ด้วยเหตุนี้พระมงคลราชมุนี จึงได้ดำริสร้างรูปจำลองท้าวเวสสุวัณขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่บรรดาชาวบ้านไว้เป็นเครื่องรางป้องกันภูติผีต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นการบำรุงขวัญได้เป็นอย่างดี  ลักษณะของท้าวเวสสุวัณพระมงคลราชมุนีจำลองแบบออกมาเป็นรูปยักษ์ยืนถือกระบอง แต่งองค์ทรงเครื่องมีลวดลายชัดเจนสวยงามมาก  โดยเฉพาะลายกระบองจะชัดเจนเป็นพิเศษ
ส่วนกระแสเนื้อนั้น พระมงคลราชมุนีได้นำชนวนที่ได้จากการเทพระกริ่งรุ่นก่อน ๆ ที่ท่านเทไว้มาเป็นเชื้อผสมลงไปในเนื้อโลหะ  กระแสเนื้อหรือวรรณะที่ได้จะออกไปทางเหลืองทอง  ถ้าเป็นพระที่ผ่านการใช้หรือสัมผัส ผิวจะออกเหลืองอมเขียวเล็กน้อย บางองค์เทด้วยเนื้อเงินล้วนก็มีแต่พบเห็นได้ยากเพราะมีจำนวนน้อย การเทจะเทแบบตันไม่มีกริ่ง  ค่านิยมในรูปหล่อท้าวเวสสุวัณพระมงคลราชมุนี มีสนนราคาอยู่ในหลักพัน แต่ถ้าสวยจัด ๆ แบบคมชัดผิวเดิมมีคราบน้ำทองก็ต้องว่ากันเป็นหมื่น แล้วแต่ความพอใจ
อย่างไรก็ตาม  มีนักสะสมพระเครื่องกล่าวว่าท้าวเวสสุวัณที่พระมงคลราชมุนี สร้างขึ้นมานั้นมิได้มีแต่เฉพาะปี พ.ศ. 2493 เท่านั้น หากก่อนหน้านั้นท่านก็ได้จัดสร้างขึ้นมาแล้ว  กล่าวคือท่านได้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2482 หล่อเป็นรูปห้าเหลี่ยม เนื้อกระแสออกเหลือง  ด้านหน้าเป็นรูปท้าวเวสสุวัณ ด้านหลังมีทั้งเรียบปรากฏรอยตะไบที่จารอักขระยันต์พุทธซ้อน  หรือตอกโค้ดยันต์พุทธซ้อนและตอกโค้ดดอกจันก็พบ  มีขนาดสูงประมาณ 3.7 เซนติเมตร  กว้าง 1.5 เซนติเมตร
และสร้างขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2483  เป็นรูปท้าวเวสสุวัณลอยองค์  มีขนาดสูงประมาณ 2.9 เซนติเมตร กระแสเนื้อเหลือง, เหลืองอมแดง  และสร้างในครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2485  พิมพ์เดียวกับที่สร้างในปี พ.ศ. 2483  และครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2493
บรรดาผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่า  ถ้าบูชาท้าวเวสสุวัณจะมีความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเรือน มีโชค มีลาภ ที่ดีที่สุดเห็นจะได้แก่ตรงที่ “กันผี” ได้นี่แหละ  ใครที่คิดว่ากลัวผี ก็ให้รีบเร่งหาไว้เสีย

ที่มา  :  คเณศ์พร ฉบับรวมเล่ม 156-160, สำนักพิมพ์คเณศ์พร, พ.ศ. 2546-2547
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 11, 2013, 10:18:42 AM โดย admin »

 

เมนูลัด(Quick Links)

เว็บบอร์ดธรรมะ เหรียญเปิดโลก หลวงปู่ดู่ ท้าวเวสสุวรรณ อ่านข่าว

เพื่อนบ้าน

ศูนย์พระเครื่องสยามมงคล ขุนแผนดอทคอม อ่านข่าวหนังสือพิมพ์วันนี้